Working Women





แปะไว้ก่อน...

My Studio






แปะไว้ก่อน...

Inspiration



สำหรับผู้กำลังต้องการที่จะมีธุรกิจเป็นของตนเอง การมีบุคคลเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในเรื่องของวิธีการคิดและปฏิบัติงานเพื่อเจริญรอยตามความสำเร็จที่ได้มุ่งหมายไว้

พวกเขาเหล่านี้ สร้างแรงบันดาลใจอะไรให้คุณได้บ้าง?

เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน

Richard Branson
Photo courtesy of Getty Image
หลายคนน่าจะรู้จักเขาดีในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัทในเครือเวอร์จิ้น (Virgin) อันโด่งดังที่มีสาขาธุรกิจอยู่ทั่วทุกภาคพื้นภูมิภาคในโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ถือเป็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ไฟแรงที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของธุรกิจมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำความคิดและความฝันมาปรับใช้และสร้างให้เกิดขึ้นบนโลกแห่งความเป็นจริงทางธุรกิจ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่านักขายฝันนั่นเอง โดยเขาเริ่มธุรกิจครั้งแรกด้วยวัยเพียง 15 ปีจากการทำนิตยสารรายเดือนของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เหมือนกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต่างๆที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ที่ต่างเริ่มต้นการทำธุรกิจด้วยวัยที่มีอายุน้อยๆกันทั้งนั้น จากนั้นจึงเริ่มลงหลักปักฐานสร้างธุรกิจอย่างเป็นจริงเป็นจังในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อบันเทิงและเสียงดนตรีจนขยับขยายไปสู่สื่อสารมวลชนแขนงอื่นๆ และพัฒนากลายมาเป็นสายการบินเชิงพาณิชย์ในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของธุรกิจกว่าอีก 360 บริษัท ซึ่งสิ่งที่เป็นจุดเด่นในการทำธุรกิจของเขาคือ ความอดทนและมีเป้าหมายในการทำธุรกิจที่แน่วแน่มั่นคงพร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายความฝันที่ตนเองได้วางเอาไว้ และใช้เวลาที่มีหน่วยนับเป็นจำนวนวินาทีในการสร้างโอกาสทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา กล้าที่จะคิดธุรกิจที่บางคนอาจจะมองว่านอกกรอบแต่นั่นถือเป็นความท้าทายสำหรับเขาที่จะต้องทำให้สำเร็จ และที่น่าสังเกตมากที่สุดก็คือแบรนสันจะมีความสุขอย่างที่สุดในเวลาทำงานจึงทำให้ผลงานที่ออกมามีประสิทธิภาพ และด้วยความที่เป็นคนไม่หยุดนิ่งผู้คนจึงมักจะให้ความสนใจเขาอยู่เสมอเรียกได้ว่าจะขยับไปทางไหนก็เป็นข่าว บางครั้งจึงเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัว

เฮนรี่ ฟอร์ด

Henry Ford
Photo Courtesy of mustangsandiego
คืออีกหนึ่งตัวอย่างของคำว่าถึงตัวตายแต่ชื่อยังคงอยู่ได้เป็นอย่างดี ฟอร์ดมีอายุอยู่ในช่วงราวปีพุทธศักราช 2406-2490 เขาเป็นนักธุรกิจที่โดดเด่นมากในบทบาทของนักประดิษฐ์ที่นำพาสิ่งประดิษฐ์นั้นเข้ามาสู่การผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าจนเกิดเป็นกระบวนการทางธุรกิจขึ้นมา จึงถือเป็นต้นแบบอย่างแท้จริงสำหรับผู้ประกอบการที่มีความคิดและไอเดียในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาขาย นอกจากนี้เขายังเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและครบเครื่องไปเสียทุกด้านหนึ่งในนั้นที่ดูจะเป็นจุดเด่นก็คือในเรื่องของวิสัยทัศน์โดยเฉพาะการเข้าใจตลาดอย่างแท้จริงในเรื่องของดีมานด์และซัพพลายของระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรออกมาเขาก็สามารถขายได้หมดและได้ในราคาที่ดีที่สุดอีกต่างหาก และยังเป็นปรมาจารย์ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้สินค้ามีราคาถูกลงทำให้สามารถกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคได้ทุกๆกลุ่มและมีความคลอบคลุมมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ทำให้เฮนรี่ ฟอร์ด คือผู้ที่เข้าใจในเรื่องของการใช้กลไกทางตลาดอย่างแท้จริง สมควรที่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาดูไว้เป็นแบบอย่าง

จอร์จ โซรอส

George Soros
Photo courtesy of The Lens
ฉายาพ่อมดทางการเงินถือเป็นใบประกันความสำเร็จในการทำธุรกิจเป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากคงจะจดจำชื่อของราชาทางการเงินจอร์จโซรอสผู้นี้ได้อย่างไม่มีวันลืมเลือนอย่างแน่นอน กับสิ่งที่เขาผู้นี้ได้กระทำไว้กับประเทศไทยในการโจมตีค่าเงินบาทจนนำไปสู่ภาวะวิกฤติที่ทั่วโลกขนานนามว่าต้มยำกุ้ง เขาถือเป็นผู้ร้ายในสายตาคนไทยมานานจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้น แต่ถ้าลองมองดูให้ลึกซึ้งและแยกเรื่องส่วนตัวและความเป็นชาตินิยมออกจากกันจะเห็นว่าโซรอสก็มีส่วนที่น่าจะนำมาใช้เป็นแบบอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เด่นที่สุดของเขาก็คือ การวางแผนทางการเงินบวกกับความสามารถในการพยากรณ์ความน่าจะเป็นของตลาดทุนภายในอนาคตได้โดยอาศัยปัจจัยทางด้านข้อมูลมาเป็นตัววิเคราะห์ ซึ่งจากความสามารถที่กล่าวมานี้ทำให้เขาสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไรค่าเงิน นอกจากนี้ความสามารถในเรื่องการฉกฉวยช่วงชิงเมื่อคู่ต่อสู้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็เป็นคุณสมบัติที่เขามีพร้อมกับวิญญาณเพชฌฆาตที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทางธุรกิจโดยปราศจากความปราณีคือสิ่งที่น่าจะนำมาใช้เป็นแบบอย่างในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน

มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก

Mark Zuckerberg
Photo courtesy of Paul Sakuma/AP
ชื่อนี้ยิ่งจะทำให้ใครหลายคนเกิดความฉงนสงสัยและงงว่าเขาผู้นี้เป็นใครกันแน่ และถ้าจะถามว่ารู้จักเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ชื่อว่า Facebook หรือไม่ ฟันธงได้เลยว่ามากกว่าร้อยละ 90 ต่างรู้จักกันทุกคนและก็กำลังใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันด้วย และบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจอันดับที่ 9 เขาผู้นั้นก็คือ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้สร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีชื่อว่า Facebook นั่นเอง โดยเขาจัดเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในสหรัฐอเมริกามีอายุเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือหัวคิดในการทำธุรกิจของเขาเรียกได้ว่าเข้าขั้นเทพเลยทีเดียว โดยเขาเลือกที่จะไม่คิดค่าตอบแทนเลยสักบาทเดียวอันเป็นแนวความคิดทางการตลาดในเรื่องของการแบ่งปันช่วยเหลือกันเสียมากกว่า ซึ่งหลายบริษัทพยายามที่จะเสนอเงินเป็นจำนวนมหาศาลให้มากมายเพื่อขอซื้อเว็บไซต์ไปจากเขา แต่ได้รับการปฏิเสธด้วยแนวความคิดที่แตกต่างออกไปที่ว่าเขาต้องการที่จะสร้างสิ่งที่อยู่ได้ในระยะยาว และเขาไม่สนสิ่งอื่นใดนอกจากนั้น ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้ในการทำธุรกิจยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี ที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของเงินมากกว่าการสร้างพึงพอใจ

ลี กาชิง

Li Ka-shing
Photo courtesy of AP
ลี กาชิง นักธุรกิจชาวจีนเจ้าของสมญานาม "ซุปเปอร์แมน" คืออีกหนึ่งตำนานเดินดินนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลกอย่างแท้จริง ลี กาชิงเกิดที่ประเทศจีนก่อนจะเดินทางเข้ามาในเขตการปกครองพิเศษฮ่องกงในยุคที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรในฐานะผู้ลี้ภัย เรื่องราวชีวิตของเขาน่าสนใจมากและมันมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจสายเลือดใหม่หลายต่อหลายคน เขาต้องออกจากโรงเรียนเมื่อตอนอายุ 15 ปี เพื่อรับหน้าที่เสาหลักในการดูแลแม่และน้องๆแทนที่ผู้เป็นพ่อที่เสียชีวิต กาชิงคือต้นแบบของผู้ที่ทำงานหนักตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มๆเขาเริ่มจัดตั้งบริษัทแห่งแรกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลาสติกตั้งแต่อายุยังไม่ทันจะครบ 30 ปี จากนั้นจึงเริ่มขยับขยายธุรกิจไปยังสาขาอื่นๆโดยมีบริษัท Cheung Kong (Holdings) เป็นบริษัทแม่และยังเป็นเจ้าของบริษัท Hutchison Whampoa Ltd. และบริษัทอื่นๆที่อยู่ในเครืออีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มบริษัทของเขาคือผู้ทรงอิทธิพลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับธุรกิจด้านการสื่อสารทั้งในประเทศฮ่องกง จีน และยุโรป มีทรัพย์สินมากกว่าสามหมื่นสี่พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ลักษณะที่โดดเด่นของเขาในการทำธุรกิจก็คือมีความกล้าได้กล้าเสียพร้อมที่จะลงทุนทำในสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้เขายังชอบอ่านหนังสือเพื่อศึกษาหาความรู้อยู่เป็นประจำอีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นหนอนหนังสือตัวยงเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันบริษัทของเขาคือผู้ให้บริการโทรศัพท์ในระบบ 3G ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทฮัทชินสันของเขามีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 40%
มีอยู่สองสิ่งเท่านั้นที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่มีเหมือนกันและเท่าเทียมกับทั้ง 10 บุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ นั่นก็คือ หนึ่งลมหายใจที่จะใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งต่างให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และสองเวลาในการทำความฝันสิ่งที่นึกคิดอยากจะทำให้เป็นความจริง ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้คือหัวใจและองค์ประกอบสำคัญที่มีให้กับผู้ประกอบการทุกคน อยู่ที่ว่าผู้ประกอบการจะสามารถนำทั้งอย่างนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดขนาดไหนนั่นเอง

ต๊อบ อิทธิพัทธ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน เถ้าแก่น้อย




 ต๊อบ อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เศรษฐีร้อยล้านคนนี้ ก่อนหน้านี้เขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่สนใจเรียน ชีวิตของ ต๊อบ มีแต่คำว่า "เกม" เท่านั้น โดยต๊อบเริ่มเล่นเกมออนไลน์ Everquest มาตั้งแต่ ม.4 ถึงขนาดสะสมแต้มจนรวยที่สุดในเซิร์ฟเวอร์ และกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเกมดังกล่าว จนมีฝรั่งมาขอซื้อไอเท็มเด็ด ๆ ไอเท็มเจ๋ง ๆ ที่หายากในเกมจากเขา และนั่นก็เป็นการเริ่มต้นสร้างรายได้ของต๊อบ ซึ่งการซื้อขายไอเท็มเกมดังกล่าว บวกกับการที่เป็นผู้ทดสอบระบบเกมในฐานะคนเล่น ก็สร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ จนมีเงินเก็บเป็นหลักแสนบาทเลยทีเดียว
        
        ด้วยความที่เป็นเด็กติดเกม ต๊อบ อิทธิพัทธ์ จึงเรียนจบชั้นระดับมัธยมมาได้อย่างยากลำบาก และเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งตอนนั้นนั่นเองเขาก็เริ่มก้าวเข้าสู่ถนนแห่งเส้นทางธุรกิจ พร้อมตั้งใจจะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงด้วยการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง



และในช่วงจังหวะที่เกมออนไลน์เริ่มไม่เป็นที่นิยมเหมือนเคย เขาก็หารายได้จากช่องทางอื่น ทั้งขายเครื่องเล่นวีซีดี ดูทำเลเปิดร้านกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเขาได้ไปเดินงานแฟร์ช่องทางธุรกิจ ซึ่งในงานนั้นมีเฟรนไชส์จากประเทศญี่ปุ่นมาออกบู๊ท ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบกินเกาลัดอยู่แล้ว เลยสนใจธุรกิจนี้เป็นพิเศษ จึงเข้าไปสอบถามค่าเฟรนไชส์เกาลัดดังกล่าว แต่ทว่าราคาสูงเกินกำลังที่เขามี เลยขอแค่เช่าตู้คั่วเกาลัดเท่านั้น แล้วมาสร้างเฟรนไชส์เป็นของตัวเอง และเมื่อวันที่เขาต้องไปเซ็นสัญญาซื้อขายเกาลัดที่ห้างแห่งหนึ่ง ก่อนออกจากบ้านเขาได้ยินคุณพ่อพูดกับเพื่อนว่า "ลูกอั้วกำลังจะเป็นเถ้าแก่น้อยแล้ว" คำว่าเถ้าแก่น้อยที่ได้ยินตอนนั้นนั่นเอง ที่เป็นที่มาของชื่อ "เถ้าแก่น้อย" สาหร่ายทอดกรอบในปัจจุบัน

        เศรษฐีร้อยล้าน ได้ใช้เวลาเพียงแค่ปีกว่า ๆ ขยายเฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อย ได้กว่า 30 สาขา และเมื่อเขาเห็นว่า เฟรนไชส์ของเขาขายได้หลายแห่งแล้ว เขาจึงคิดจะทำสินค้าอื่นเพิ่มเติม จึงลองนำอย่างอื่นมาวางขายในร้าน ไม่ว่าจะเป็น เกาลัด ลูกท้อ ลำไยอบแห้ง และสาหร่าย แต่สินค้าที่ขายดีที่สุดในตอนนั้นกลับไม่ใช่เกาลัด แต่กลายเป็นสาหร่ายทอดกรอบ ซึ่งนั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากต่อยอดธุรกิจในการทำสาหร่ายทอดตรา "เถ้าแก่น้อย" อย่างจริงจัง 

        หลังจากนั้นเขาก็พยายามศึกษา หาความรู้เกี่ยวกับสาหร่าย และได้ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง โดยเริ่มจากบรรจุซองพลาสติกไปฝากตามร้านค้าต่าง ๆ แต่ก็มีอุปสรรคมากมาย ทั้งสินค้าหมดอายุไว รูปแบบแพ็กเกจจำหน่ายไม่สวย จึงทำให้เขากลับมานั่งคิดอีกครั้งว่า จะทำอย่างไรให้สินค้าเก็บไว้ได้นาน มีแพ็คเกจที่น่าสนใจ และสามารถขายในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ได้

       แต่พรสวรรค์ทางการตลาดของเขาก็ได้จุดประกายความคิดอีกครั้ง เขาได้นำกระแสเกาหลี กระแสญี่ปุ่น เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยอยากให้ผู้บริโภคจดจำสินค้าของ เขาได้ทันทีที่แรกเห็น เขาจึงทำโลโก้เป็นเด็กน่ายิ้ม ดูน่ารัก มีความสุข อีกทั้งถือธงเพื่อให้รู้ว่า ถึงจะเป็นของกินเล่นแต่มีคุณค่าทางอาหารสูง รวมไปถึงเพิ่มรสชาติต่าง ๆ ให้หลากหลาย ตอบรับความต้องการของแต่ละคน







 และเมื่อเขาได้ปรับปรุงสินค้าเรียบร้อยแล้ว เขาจึงนำสาหร่ายเถ้าแก่น้อยไปเสนอแก่ 7-11 อีกครั้ง และจากนั้นก็ได้รับการติดต่อกลับมาในทันทีว่า "ภายใน 3 เดือน สินค้าคุณพร้อมจะวางขายในร้าน 7-11 จำนวน 3,000 สาขาทั่วประเทศ หรือไม่" เมื่อได้ยินดังนั้น คำถามก็ประดังประเดเข้ามาในหัวของเขาว่า เขาต้องทอดสาหร่ายกี่แผ่น ใช้คนทอดกี่คน และจะทำทันหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นมีคำถามอยู่เต็มหัวไปหมด แต่เขาก็ตอบกลับ 7-11 ไปเกือบจะทันทีว่า พร้อมครับ!!!

        หลังจากที่ ต๊อบ อิทธิพัทธ์ ตอบตกลงไปแล้ว เขาก็ต้องกับมานั่งกุมขมับ กับปัญหา และสิ่งที่ตามมาทั้งการสร้างโรงงาน เงินทุน แหล่งวัตถุดิบ การนำเข้าเครื่องจักรต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน พร้อมส่งขายแก่ 7-11 กว่า 3,000 สาขา ในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น...  เขาจึงเดินหน้าด้วยการเริ่มต้นหาทุนสร้างโรงงาน โดยการไปขอกู้ยืมจากธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธกลับมา นั่นเป็นเพราะว่า ในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 20 ปี เท่านั้น และเมื่อเขากู้เงินไม่ผ่าน เขาจึงยอมตัดใจขายธุรกิจเฟรนไชส์เกาลัดทิ้ง ซึ่งเฟรนไชน์กว่า 30 สาขาดังกล่าว สร้างรายได้ให้เขาเดือนละกว่าล้านบาทเลยทีเดียว แต่กว่าที่เขาจะตัดสินใจขายเฟรนไชส์แรกที่เขาปลุกปั้นมากับมือ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญต่อจิตใจของเขามาก แต่เขาก็ต้องขายด้วยความเสี่ยง เพราะเขาไม่รู้เลยว่า ธุรกิจสาหร่ายนั้น จะดีเท่ากับธุรกิจเกาลัดหรือไม่




   ในขณะที่ธุรกิจกำลังก้าวหน้า ต๊อบ อิทธิพัทธ์ ได้ตัดสินใจดร๊อปเรียนไว้ตอนปี 1 เพื่อนำเวลามาทำธุรกิจส่วนตัวอย่างเต็มตัว ส่วนทางด้านเงินที่ขายเฟรนไชส์เกาลัด ก็นำมาลงทุนกับสาหร่ายทั้งหมด โดยการสร้างโรงงานผลิตสาหร่ายทอด ซึ่งมีพนักงานก็คือครอบครัวของเขาทุกคน และคนงานอีกเพียงแค่ 6-7 คนเท่านั้น ทุกคนทำงานอย่างหนัก ยิ่งช่วงใกล้ส่งสินค้าให้กับทาง 7-11 ครอบครัวและคนงานของเขา แทบไม่ได้หลับได้นอน ทอดสาหร่าย และบรรจุภัณฑ์ แต่ก็สำเร็จ เขาสามารถบรรทุกสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเต็มคัน ขับไปส่งศูนย์จำหน่าย  7-11 ได้สำเร็จ

        จากนั้นเป็นต้นมา สาหร่าย "เถ้าแก่น้อย" ก็ทะยานสู่ตลาดวัยรุ่น และผู้บริโภคที่ชื่นชอบสาหร่ายทอดกรอบได้สำเร็จ ส่วน ต๊อบ ก็กลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มใหม่ไฟแรง เปลี่ยนสถานะจากเศรษฐีร้อยล้าน กลายเป็นเศรษฐีพันล้านได้อย่างสำเร็จ

          ส่วนเรื่องการเรียนของ ต๊อบ อิทธิพัทธ์ นั้น ตอนนี้เขามีวุฒิการศึกษาสูงสุดเพียงแค่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้ลงเรียนอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งแม้ว่าเขาจะเชื่อว่า ประสบการณ์ไม่ได้มาจากทฤษฎีในห้องเรียน แต่มันมาจากการลงมือปฏิบัติก็ตาม แต่ที่เขาเรียนนั่นก็เพื่ออยากจะให้พ่อแม่ได้ภูมิใจ และอยากถ่ายรูปรับปริญญาร่วมกับครอบครัวเพียงเท่านั้น...


2 Hand-from me



เพราะเป็นคนฟุ่มเฟือยกับการช็อปปิ้ง และใช้ของไม่คุ้มค่า จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรา ได้ทำสิ่งนี้ขึ้นมา

นั่นคือการ Sale! เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ที่ซื้อมาแล้วใช้อย่างไม่คุ้มค่า นำมาขายเป็น 2 Hand
เพื่อนำเงินที่ได้ ไปใช้จ่ายในการช็อปปิ้งต่อไป...

ประโยชน์ของมัน
ด้านผลิตภัณฑ์ความงาม อย่างเครื่องสำอางค์
-มีที่ว่าง บนโต๊ะเครื่องแป้งมากขึ้น
-ไม่มานั่งมองและเสียดาย ว่าเหลืออีกตั้งเยอะ
- มีรายได้จากการขาดทุน ไปซื้อเครื่องสำอางค์แบรนด์อื่นๆได้อีก
- เหมาะสำหรับ คนที่อยากลองใช้ แต่ไม่อยากซื้อในราคาจริง

ด้านเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย
-มีที่ว่างในตู้เสื้อผ้า และตู้เก็บรองเท้ามากขึ้น
-เสื้อผ้าไม่ถบตัวเองตาย
-ไม่โดนแม่พูดว่า " เดะตายจะเอาเสื้อผ้าเผาไปด้วย"  "ซื้ออีกแระ ของเก่าที่มีอยู่ ใส่ให้มันหมดๆเหอะ จะซื้ออะไรนักหนา"
- เสื้อผ้าไม่ถูกทำลายจากปลวก
- มีรายได้จากการขาดทุน ไปซื้อใหม่ ต่อไป

ทั้งเสื้อผ้ารองเท้า เครื่องสำอางค์ ผ่านการใช้งานไปไม่ถึง 30-50% บางชิ้นก็ยังไม่โดนผ่านการใช้งานเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเจ้าของเป็นพวกใช้เงินซื้ออย่างเดียว ไม่ค่อยได้ใช้สมอง (เด็กๆที่ยังแบมือขอเงินคุณพ่อคุณแม่อยู่ ไม่แนะนำให้ทำตามนะคะ...หาเงินเองได้เมื่อรัย ค่อยว่ากัน :)


สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมสินค้าจากดรีมได้ที่






Dreaming is Beautiful girls


Dreaming is Beautiful girls...แรงบัลดาลใจของการเขียนบทความนึงที่เกี่ยวกับความใฝ่ฝันของผู้หญิงทุกคน แน่นอน สิ่งนั้นคือความสวย ความน่ารัก ผู้หญิงทุกคนเกิดมา ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่อยากสวย อยากดูดี ใครๆก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น แต่อยู่ที่วาสนา บุญกรรมทำแต่ง ว่าใครจะได้เกิดมาเป็น ผญที่เพรียบพร้อมไปซะทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า
ดรีม ก็เป็นเด็กผู้หญิงคนนึงที่ต้องการที่จะสวย ดูดี เช่นเดียวกับผู้หญิงคนอื่นๆ เราเองก็ผู้หญิงธรรมดาๆคนนึง ไม่เคยคิดว่าตัวเองสวย เริศเรอเพอเฟค อาจมีบางครั้งที่มีคนชมเราว่าน่ารักงั้นงี้ พูดตรงๆรู้สึกไม่ดีใจ แต่กลับประหม่าด้วยซ้ำ ว่าเราก็ไม่ได้น่ารักอะไร มีคนอื่นที่น่ารักกว่าเราอีก เวลามีคนชมก็จะตอบขอบคุณและยิ้มแหยๆ 5555 เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในหน้าตาตัวเองซักเท่ารัย

ในความคิดของเรา เราว่าเราดูะรรมดา แต่อาจจะดีกว่าเมื่อตอนเด็กๆสมัยยังอ้วน ดำ ฮ่าๆๆ เราไม่ใช่คนที่เกิดมาหน้าตาดีโดยกำเนิด แต่เหมือนพอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มรักสวยรักงามมากขึ้น จึงทำให้ดูดีกว่าตอนเด็กๆ
ผอมลง หน้าไม่บานแบบแต่ก่อน จมูกดูโด่งขึ้น ผิวขาวขึ้น ทั้งหมดมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเลย คือ "ความขาว" 5555 ปัจจุบันเราอาจจะดูขาวในสายตา คนอื่น(หมายถึงคนที่ดำกว่าเรา) แต่จริงๆแล้วเราไม่ใช่คนขาวโดยกำเนิด หรือขาวโดยกรรมพันธุ์ ตอนเด็กๆแม่เล่าให้ฟังว่า เราดำมากกกกกกกกกก พอลองไปลื้อรูปเก่าๆดูก็เห็นว่ามันจริง! 555
ช่วง ม.ต้นคือช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง(แต่ก็ยังดำยุ --")มารู้ตัวอีกทีตอนเข้า ปวช 1 เป็นช่วงที่เริ่มรักสวยรักงามและไอควมที่หาเงินเองได้นั้น มันจึงเป็นบ่อเกิดของประโยคที่ว่า "ความสวยคือการลงทุน"ฮ่าๆ
แต่นับว่าเป็นโชคดีของเรา ที่ทุกอย่างที่ทำไปลงทุนไป ได้ผลลัพธ์ออกมาดี หรืออาจเป็นเพราะคำสั่งสอนของแม่ ที่ให้ขยันถวายดอกไม้พระ บวกกับคำอธิฐาน เวลาไปทำบุญ ขอให้สวยๆ มีผิวขาวดุจดั่งดอกบัว 555555


"จงเชื่อมั่น ว่าสักวันชั้นจะดีพอ ชั้นจะสวย ชั้นจะดูดี ท่องเอาไว้"
"ผู้หญิงอย่าหยุดสวย...แต่จะสวย ต้องสวยแบบมีความคิด ไม่ใช่สวยใสไร้สมอง"

"อาจจะสวยด้วยธรรมชาติ หรือสวยด้วยมีดหมอ สวยด้วยศัลยกรรม นั่นมันก็สิทธิของเรา"
"ใครอาจมองว่าเราด้อยแค่ไหน...อย่าไปแคร์"
"ถ้าคิดว่าชั้นต้องสวย มันก็จะสวยเข้าสักวัน อยู่ที่ความเชื่อมั่นของเรา"
"ถ้าวันนี้มีคนว่า ยัยขี้เหร่ ให้เก็บไว้และคิดในใจว่า มึงคอยดู"

ประโยคทั้งหมดนี่ เป็นการให้กำลังใจตัวดรีมเอง และให้กำลังใจกับผู้หญิงที่อยากจะสวยทุกคน

"คนเราเกิดมาเปลี่ยนแปลงกันได้เสมอ"





It's not wrong if you...

It's not
wrong
if you...

ไม่เป็นไรหรอก ถ้าคุณ...

...ถ้าคุณจะเปิดหน้าต่างขับรถเพื่อเป่าผม
ให้แห้งในชั่วโมงเร่งด่วน
...ถ้าคุณจะแอบคิดคนเดียวเงียบๆ ว่าคนอื่น
ไม่มีทางทำอะไรได้ดีไปกว่าคุณ
...ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าจะใช้เวลานานสักหน่อย
ในการไตร่ตรองอะไรสักอย่าง
...ถ้าหากคุณถามความคิดจากเพื่อนทุกคน
แล้วได้รับความเห็นไม่ตรงกับคุณสักคน
ก็ไม่ต้องคิดมาก
...ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณมีชื่อเล่นสามชื่อหรือ
จะมีเพลงประจำตัว  ก็ไม่เห็นจะผิดปกติตรงไหน
...ถ้าคุณจะไม่แสร้งว่าคุณสนใจในฟุตบอล
หรือที่มาของเบียร์ เพื่อเอาใจเขา ถึงแม้
คุณจะคิดว่าเขาน่ารักมากแค่ไหนก็ตาม
...ถ้าคุณจะจ่ายเงินพันกว่าบาทให้กับ
เทียนสวยๆ ได้ แต่สำหรับแปรงสีฟัน
คุณกับคิดว่ามันแพงเกินไป
...ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรถ้าคุณจะใส่
ชุดสีดำตัวเก่งสลับกันอยู่แค่
สองชุดจนกว่าจะถึงฤดูร้อน...



ME.MAMA In Macau

หน้าแม่เหนื่อยมากกกก 5555

อยู่บนเครื่องขณะเดินทางไปมาเก๊า
กว่าจะไปถึงลำบาก และเหนื่อยเอาการ บวกกับอากาศที่ร้อน(แต่ไม่เท่าบ้านเรา)
ไปนมัสการเจ้าแม่กวนอิม
บ้านเมืองเค้าสะอาดสะอ้านดีเน๊อะ เหอะๆ--
และก็ไปวัดจีน
นั่นเป็นธูปที่ใช้จุดได้นานมาก ดูจากรูปจะสังเกตได้ว่ากว่ามันจะหมด เราคงสำลักควันตายซะก่อน...แค้กๆ
เค้าบอกว่าถ้ารูปทองรูปปั้นนี้แล้วจะรวย แม่เลยลูบใหญ่ 5555
ตอนนั้นหิวมาก เลยซื้อกิน หน้าตาเหมือนทาโกยะกิ(เรียกงี้ป่ะ)บ้านเรา แต่รสชาดขอบอกว่า....แหวะ!
แพงก็แพง 5 ลูก 60 แถมไม่เป็น จ.ด.อีก
จากนั้นก็นั่งรถต่ออีกสักพัก
อีกพัก
แระอีกหลายๆพัก -*-

ถึงซะที! ที่หม่ำๆข้าว ฮ่าๆๆ
มาถึง อาหารหน้าตาแปลก...มันคืออาหารโปรตุเกศ!!
อาหารมื้อแรก> อาหารโปรตุเกส...กุจะอ๊วกก --"


หน้าตาบวกกับท่าทางไร้อารมไม่อยากจะถ่าย...ร้อน!

แต่ผู้หญิงคนนี้ สู้ตาย! 555












































อาหารมื้อเช้า ดูเมือนแม่จะกินน้อย แต่จิงๆแล้ว ตักไป 3 รอบแล้ว ฮ่าๆ แซวๆ


มื้อเช้าอย่างไฮโซ มื้อกลางวันอย่างยาจก 555 เซ็ทข้าวกล่อง ประกอบด้วย แปปซี่(ไม่เย็น)+กล้วย!(พระเจ้า! ข้าวแถมกล้วย 555 มันแปลกดีนะ ฮ่าๆ) ทั้งหมดนี้มีมูลค่าถึง 160 บาท (กระเพราไข่ดาว บ้านเรายังดีซะกว่า แถมกินได้ ตั้งหลายกล่อง)




@ดูงาน วันแรก




ดูงานวันแรก มีเด็กที่ไหนไม่รุมาขอถ่ายรูป สงสัยเค้ามองว่าเรา"แปลก"

ช็อปๆทั้งตึก กระเป๋าหมด !! ละลานตามาก 555



มื้อไหนไม่รุ รุแต่ว่า พริกหยวกแมร้งทั้งจาน...แม่จ้าววว ว 555

มี ผช มาขอถ่ายรูปด้วย มาจากสิงคโปร์ (เอ่อพี่ครับพอดีว่าสิงคโปร ไม่เคยเจออะรัยแปลกเท่านี้มาก่อนเลยครับ ขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่"ระทึก"หน่อยได้ไหมครับ อะฮึ่ม ) 5555หลอกๆ
จากนั้น.อาหารมื้อต่อไป........
ไอเข้!!....ไม่ได้กิน!! 5555

บรรดาสัตว์น้อยน่ารัก(หรอ)ที่น่าสงสาร โดนเค้าเอามาทำอาหาร

อาหารมาแว้ววว....ลุย!!


ไปช็อปปิ้งต่อ ที่....(จำไม่ได้) --"






ช็อปกระจาย สองคนแม่ลูก ได้มาแค่เนีี๊ยะ! 555



อาหารเช้าที่อร่อยที่สุดในสามโลก ดูจากหน้าตา เคลิ้มมเชียะ! 55555 (แม่ถ่ายตอนหลับตาพอดี)


เอ้า! ปิ๊ดปี่ปิ๊ด  ซ้าย ขวา ซ้าย

วันสุดท้าย มีเด็กมาขอถ่ายรูปอีก! สงสัย.. มัน แปลก ดี นะ 5555
แม่ขอถ่ายบ้างรัยบ้าง




.............................:"))


Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More